เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน

เกษตรอินทรีย์ กับ ความยั่งยืนของชุมชน ในทัศนะของ “เบนเนส เฮนส์”

In Our Network, Youth Activities on 24/09/2009 at 4:26 pm

From Thai NGO:

เกษตรอินทรีย์ กับ ความยั่งยืนของชุมชน ในทัศนะของ “เบนเนส เฮนส์”

ทีมงาน ThaiNGO

เบนเนส เฮนส์ นักศึกษาแลกเปลี่ยน ระหว่างมหาวิทยาลัยโบลเด้น กับมหาวิทยาลัยขอนแก่นชาวอเมริกัน ได้ลงพื้นที่และทำงานร่วมกับพี่น้องเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสานและ เกษตรธรรมชาติทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ร่วม 5 ปี ทำให้เขาเรียนรู้วิถีของการทำงานของเครือข่ายพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับเกษตร ทางเลือกเเละเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการเรียนรู้วัฒนธรรมการผลิตเกษตรในสังคมอีสาน

rice8

การที่ เบนเนส เฮนส์ เลือกพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ของเครือข่ายเกษตรธรรมชาติทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ทำให้เขามีคำตอบสำหรับคำถามที่อยู่ในใจเขามานานเเสนนาน เกี่ยวกับเรื่องของความยากจนและการเข้าถึงระบบอาหารที่เป็นธรรมสำหรับคนทุกคนในสังคม ทั้งจากการเห็นสังคมอเมริกันที่เขาคุ้ยเคยมาตั้งแต่เด็กเ เละสังคมที่ยากจนคนชั้นล่างในตอนที่เป็นอาสาสมัครในพื้นที่ปัญหาต่างๆ ทั้งในอเมริกาเเละทั่วโลก

“ก่อน ที่จะมาที่สุรินทร์ผมคิดเรื่องของโลก ความยากจน และพยายามหาทางออกให้โลกมากนะ ทำอย่างไรจะแก้ปัญหาใหญ่ๆ มากได้ เอาคนจนที่อเมริกา…เราก็ถามตัวเองว่าทำไมเขาถึงจน มันเกิดจากอะไร และผมเคยมีประสบการณ์ในเวียดนาม ซึ่งที่ปัญหาเดียวกัน นั้นก็คือความยากจน คนจนในชนบทอเมริกาก็มีนะเจอปัญหาหลายที่ เรารู้สึกว่าไม่มีปัญญาหรือความสามารถที่จะแก้ปัญหา ในขณะที่เรามองปัญหาความยากจนในโลก ผมสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่ยั่งยืนคืออะไร ก่อนที่จะมาสุรินทร์ไม่รู้เรื่องเลยว่าความยั่งยืนคืออะไร สองอย่างนี้ผลักดันให้ผมมาที่สุรินทร์เพื่อต้องการหนทางที่จะนำไปสู่การเเก้ ปัญหาความยากจน พอมาถึงเรารู้สึกว่าสิ่งที่พี่น้องชาวบ้านทำอยู่เรื่องเกษตรอินทรีย์มันคือ ทางออกจริง ในการพึ่งตัวเองอยู่กับตัวเองให้มาก ผลิตอาหารที่ปลอดภัยความมั่นคงในชีวิตเรา แค่นี้มันก็หลุดพ้นจากความหิวแล้ว พอเริ่มเข้าใจงานของเครือข่ายมันก็ชัดเจนมากในการพยายามพึ่งพาตนเองให้มาก ที่สุด ซึ่งผมคิดว่าแนวคิดนี้ใช้ได้เลย ไม่ใช่แค่ที่สุรินทร์ ทั้งโลกควรจะเป็นเเบบนี้ แต่สุรินทร์เป็นตัวอย่างที่ดีมาก มีระบบที่ดีมาก มีชาวบ้านที่เข้มแข็ง เราก็เริ่มเข้าใจว่า ที่สุดเเล้วทางออกมันคือความเข้าใจเเละเชิดชูการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก” เบนเนส เฮนส์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์ กล่าวนำ

เกษตรอินทรีย์ในทัศนะของ เบนเนส เฮย์น นั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นทั้งวิถีชุมชนและทางรอดทางเดียวในการดำรงชีวิต ที่มีการแข่งขันระหว่างทุนนิยมเต็มขั้นกับวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งกำลังแย่งการเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนาระบบเกษตร สิ่งที่ระบบทุนนิยมมีคือการพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมธรรมชาติ เพื่อผลกำไรสูงสุด ในขณะที่วัฒนธรรมชุมชนมีแนวคิดหลักเพื่อการพึ่งพาตัวเองเป็นสำคัญ

“ผมเข้าไปในหมู่บ้านที่ตำบลทมอ ไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้าน ไปเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ในอเมริกามันมีนะ แต่ที่นี่เราไปเรียนรู้เรื่องระบบว่าปัญหาคืออะไร การแก้ปัญหาคืออะไร ในหมู่บ้านเข้ากับเกษตรอินทรีย์อย่างไร ไปดูตลาดเขียวทำอะไรเป็นประโยชน์ต่อชุมชนเมืองอย่างไร ไปดูกองทุนข้าวซึ่งมีปัญหาเรื่องตลาด เราสนใจประเด็นขยายตลาดนี้ ที่สุรินทร์ข้าวเยอะตลาดมีน้อยเกินไปราคาก็ตกต่ำ เราต้องการที่รณรงค์ในอเมริกาให้มีการสร้างตลาด Fair Trade มันคือการต่อศู้กันระหว่างระบบสังคมที่เอาความก้าวหน้าเป็นหลัก โดยละทิ้งวัฒนธรรมการผลิตแบบเดิมที่อิงอาศัยกับธรรมชาติ นั่นคือเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพจริง ผมก็ไม่ได้ต่อต้านระบบทุนนะ เเต่ว่ามันต้องมีการจัดการคือเราต้องการตลาด Fair Trade ที่เป็นธรรมไม่ใช่ Free Trade อย่างเดียว ผมได้ประสบการณ์ที่ดี แล้วเราก็กลับมาเรียนรู้เรื่องเกษตรมากขึ้น มาทำนา อยู่กับชาวบ้านในหมู่บ้าน และก็การเคลื่อนไหวของเครือข่ายทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะที่สุรินทร์ ทำให้เรามองเห็นภาพกว้างมากจากสายตาของอเมริกันอย่างผม มันไม่ใช่เพื่อสนองอุดมการณ์อะไรมากมาย แต่มันเห็นเป็นรูปธรรมมากในการดำรงอยู่อย่างพอเพียงและยั่งยืนจริงๆ ซึ่งสังคมทุกสังคมไม่ว่าทั้งอเมริกันจนๆ เเละที่อื่นจะต้องหันกลับมาผลิตในสิ่งที่บรรพบุรุษได้ทำมาซึ่งมันปลอดภัยเเละเป็นการรักษารากเหง้าของตนเองในที่สุดซึ่งสำคัญมาก”
เบนเนส เฮนส์ กล่าวเพิ่มเติม

เกี่ยวกับประเด็นเกษตรอินทรีย์จากความคิดของ เบนเนส เฮย์น สะท้อนให้ เห็นมุมมองที่ต่างกันของการผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยและประเทศ สหรัฐอเมริกา ทั้งในเรื่องการให้ความสำคัญของรัฐบาลที่มีต่อระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ และวิถีการผลิตอันสะท้อนแนวความคิดการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน พร้อมกับการเข้าถึงของคนทุกชั้นของสังคม ทำให้บางสังคมเช่นใน สุรินทร์ ยโสธร ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงสินค้าเกษตรอินทรีย์ เช่น ข้าว ผักปลอดสารพิษ เเต่ในสังคมอเมริกันไม่ใช่ เนื่องจากสินค้าเกษตรอินทรีย์ราคาเเพงและกลายเป็นอาหารของคนที่มีอันจะกิน เท่านั้น

ในความคิดของ เบนเนส เฮย์น สะท้อนให้เห็นถึงการละเลยไม่ให้ความสำคัญของคนไทย ในการบริโภคอาหารจากระบบเกษตรอินทรีย์ ทั้งที่อีกหลายสังคมต่างโหยหาการได้เข้าถึงข้าวของจากเกษตรอินทรีย์ซึ่งน่า เสียดายเป็นอย่างมาก

“ผู้ ผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยพึ่งพาตัวเองจริงๆ ทั้งหมดสามารถผลิตเองได้ทั้งหมดที่ทรัพยากรอยู่ในท้องถิ่นมีอยู่ แต่ในอเมริกาคนที่ผลิตเกษตรอินทรีย์วัตถุดิบต่างๆ ก็นำเข้ามาทั้งนั้น ซื้อจากฟาร์มใหญ่ๆ เพราะถ้าเป็นฟาร์มผักก็เป็นผักทั้งหมดไม่มีการเลี้ยงสัตว์ ไม่เหมือนสุรินทร์ที่ทำหลายอย่างควบคู่กันไป ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ต้องซื้อ คือไม่พึ่งพาตัวเองนี่สำคัญมาก นอกจากนั้นกระแสเกษตรอินทรีย์ที่อเมริกาถึงระดับทุนนิยมแล้ว คือมีบรรษัทใหญ่เริ่มผลิตแบบเป็นฟาร์มใหญ่เพื่อส่งขายอย่างเดียวแล้ว ในประเทศไทยถ้าเป็นอินทรีย์ต้องเป็นรายย่อยเท่านั้นรายได้น้อยมากไม่เหมือน กัน การใช้สินค้าเกษตรนอกจากจะปลอดภัยเเล้วนะ ยังเป็นการส่งเสริมเกษตรกรรมรายย่อยจริงที่ผลผลิตทุกอย่างเกิดจากตัวเกษตรกร เองไม่ได้ผ่านระบบตลาดใด มันจึงราคาไม่เเพงเเละทุกคนเข้าถึงเป็นเรื่องที่ดีนะ แต่ในสังคมไทยยังมีคนใช้ไม่มากนักเพราะคนใสังคมไม่ไห้ความสนใจ เเละเอาความสบายเป็นใหญ่ ส่วนมากเป็นรายย่อยพอกินแล้วก็ขายในท้องถิ่น ในอเมริกาเป็นฟาร์มใหญ่แล้วก็ส่งไปที่ต่างๆ เช่น ปลูกสลัดอินทรีย์ที่แคลิฟอร์เนียแล้วก็ส่งไปนิวยอร์ค ข้ามทวีปเลย แต่ ราคาแพงมากคนจนเข้าไม่ถึง แต่ที่สุรินทร์อันนี้สำคัญด้วยนะว่าผลผลิตอินทรีย์ราคาเท่ากันกับผักที่ ฉีดยาทั่วไป ถ้าไปตลาดเขียวสุรินทร์ ยโสธร จะมีทั้งข้าราชการ สามล้อมาด้วย คือทุกคนเข้าถึงผลผลิตของเกษตรอินทรีย์เท่ากันหมด ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบเหมือนอเมริกา ที่ผลผลิตของเกษตรอินทรีย์กลายเป็นของชนสูงที่คนจนๆ เอื้อมไม่ถึง ซึ่งที่สุรินทร์ยโสธรมันดีกว่าเยอะ ก็อย่างที่ว่าเเละสังคมไทยต้องการความสบายที่เข้าไปในซุปเปอร์มาเก็ตก็ได้ มาเเล้วโดยไม่รู้ว่าในผักเหล่านั้นมีสารพิษอะไรบ้าง” เบนเนส เฮนส์ กล่าวเสริม

ในสังคมอเมริกันสินค้าเกษตรอินทรีย์กลายเป็นสินค้าชั้นสูง ที่คนจนไม่มีทางที่จะซื้อได้ นั่นเป็นเพราะการไม่มีตลาดแบบ Fair Trade ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของคนจนแทบไม่มีเหลือ แต่ในขณะเดียวกันในสังคมไทยกลับไม่มีการส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์อย่าง จริงจัง มัวแต่การพัฒนาทางการเกษตรที่ชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกาเคยประสบปัญหามาแล้ว วันนี้ถึงเวลาหรือยังที่เกษตรกรจะได้รับการส่งเสริงอย่างจริงจังจากรัฐ ไม่ใช่แค่เพียงการเอาแรงงานผลิตผลของเกษตรกรเป็นแหล่งเสริมสร้างอิทธิพลให้ นายทุน พ่อค้าคนกลางเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรไทย

“ผม ว่าระบบตลาดแบบทุกคนได้รับอย่างเท่าเทียมกันหมด ทั้งความปลอดภัยเเละการอยู่ได้เป็นการสร้างสังคมแห่งการพึ่งตนเองจริงๆ เราควรสนับสนุนให้เกิดตลาด เรื่องความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องที่สำคัญนะ อย่างที่สุรินทร์และยโสธร ผมมองว่าเป็นต้นแบบได้เป็นอย่างดี คือไม่มีใครที่จะเอาเปรียบคนอื่นได้ เพราะในระบบตลาดทั่วไปมันเต็มไปด้วยการเกร็งกำไรซึ่งไม่เป็นธรรมทั้งคนที่ ผลิตและผู้บริโภคด้วย ท้ายที่สุดเมื่อคนในสังคนหันมาบริโภคสินค่าเกษตรอินทรีย์ ก็เท่ากับการรักษาจารีตวัฒนธรรมที่กำลังจะถูกกลบืนไปอีกทางหนึ่งด้วยซึ่ง สำคัญอย่างมาก” เบนเนส เฮนส์ กล่าวส่งท้าย

วัฒนธรรมและความมั่นคงทางอาหาร หากไม่อนุรักษ์ไว้ ไม่มีข้าวและที่อยู่ ที่ทำกิน ทำอย่างไรให้วัฒนธรรมของชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อการต่อสู้กับทุนนิยมที่เอารัดเอาเปรียบ ชุมชนสลาย สังคมก็จะแตกแยกทันที ดังนั้นต้องสร้างให้เกิดความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นกับชุมชนมากๆ ขึ้น การร่วมกันบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์คงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะนำความยั่งยืนมาสู่ชีวิตของชุมชนได้มาก พร้อมทั้งการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมชุมชนให้เป็นวาทกรรมนำเพื่อความอยู่รอดของสังคมเกษตรกรรมที่เน้นการพึ่งพาตัวเองให้อยู่ได้ Read more on Thai NGO

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: