เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน

อินเตอร์เนทเรฟฟูจี

In Our Network, Youth Activities on 03/12/2009 at 8:25 pm

ผู้อพยพญี่ปุ่นในสังคมอุตสาหกรรมหลังสมัยใหม่

อุบล อยู่หว้า

เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน

(VICE)

“เนทโตนัมมิน” เป็นคำในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายในภาษาไทยว่า  ผู้อพยพร้านอินเตอร์เนท เป็นคำที่ชาวญี่ปุ่นเรียกคนไร้บ้าน  ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นปัจจุบัน อันเป็นผลสืบเนื่องจากภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจญี่ปุ่น คนไร้บ้านเหล่านี้อาศัยร้านอินเตอร์เนทซึ่งเปิด 24 ชั่วโมงเป็นที่ซุกหัวนอน คาโอรุ อดีตอาสาสมัครญี่ปุ่น เธอเล่าถึงสถานการณ์เศรษฐกิจสังคมในแผ่นดินเกิดในการพบปะแลกเปลี่ยนกับแกนนำคนรุ่นใหม่ที่คืนถิ่นกลับมาทำเกษตรหาเลี้ยงชีพอยู่ในชุมชนในพื้นที่ตำบลน่าโส่ ตำบลกำแมด อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา ณ โรงสีชมรมรักษ์ธรรมชาติ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร คาโอรุเล่าว่า “ภาพความเป็นประเทศอุตสาหกรรม ประเทศร่ำรวย จะเป็นภาพที่ผู้คนในประเทศต่างๆ มองไปที่ญี่ปุ่นแต่ความจริงในสังคมนั้นมีปัญหาเยอะมาก คนญี่ปุ่นก็ถูกโรงงานให้ออก เลิกจ้างต่อเนื่องมาหลายปี” วัฒนธรรมการจ้างงานตลอดชีพของบริษัทในญี่ปุ่นที่เราเคยรับรู้น่าจะสิ้นสุดลงแล้ว แรงงานที่ยังมีงานทำอยู่บริษัทญี่ปุ่นก็หลีกเลี่ยงที่จะจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เพื่อหลบเลี่ยงต่อการรับผิดชอบต่อสวัสดิการของคนทำงาน ที่ผ่านมาการต่อสู้เรียกร้องของคนงานหากเป็นบุคคลต่อสู้กับบริษัทก็จบลงที่การพ่ายแพ้ ปัจจุบันได้มีการก่อตัวของเครือข่ายคนจนขึ้นแล้วเพื่อต่อสู้ปกป้องสิทธิของพวกเขา “คนญี่ปุ่นมีความรับผิดชอบสูงมาก ทำงานตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงเที่ยงคืนก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนญี่ปุ่นทำ ฉันเองก็เคยทำแบบนี้มาแล้ว ขณะที่ทำงานอยู่ในบริษัทหลังเรียนจบใหม่นานถึงสองปี” คาโอรุเล่าถึงความหลัง ทัศนะแบบนี้ของชาวญี่ปุ่นก็มีด้านที่ดีคือรับผิดชอบอะไรแล้วต้องทำให้เสร็จ แต่อีกด้านหนึ่งเป็นการก็ทำลายสุขภาพของตนเองทำให้ครอบครัวไม่อบอุ่น คนรุ่นใหม่หรือวัยกลางคนที่ตกงานใช่ว่าจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่ ไปขอความช่วยเหลือจากญาติได้เหมือนคนไทย เขาจะอายมาก เสียศักดิ์ศรีมาก ยอมเป็นคนไร้บ้านอาศัยร้านอินเตอร์เนทเพราะมันมีที่อาบน้ำด้วย อาศัยหางานรายวันจากร้านอินเตอร์เนท พวกเขาต้องจ่ายร้านอินเตอร์เนทแต่ไม่แพง ร้านอินเตอร์เนทบางร้านยอมให้คนไร้บ้านใช้ที่อยู่ของร้านเป็นสถานที่ตั้งตัวในการหางานทำ เป็นการยกระดับการบริการสำหรับคนจน

ญี่ปุ่น ประเทศอุตสาหกรรมที่มั่งคั่ง มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้น นี่เป็นความจริงด้านหนึ่งที่ผู้คนจากส่วนต่างๆของโลกรับรู้หรือหากจะไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ดูดีน่าตื่นตาตื่นใจ แต่หากจะต้องอยู่อาศัยทำมาหาเลี้ยงชีพในสังคมญี่ปุ่นละก็หนักหนาสาหัสแน่สำหรับคนธรรมดาสามัญอย่างเราๆท่านๆ

ครอบครัวชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่จำนวนมากเลี้ยงดูพ่อแม่ไม่ได้เพราะรายได้ไม่พอเลี้ยงตัวเอง ทัศนคติที่ต้องรับผิดชอบโอบอุ้มดูแลบุพการีในวัยชราก็เปลี่ยนไปอันเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งเป็นอนาคตของสังคมไทยเช่นกันที่กำลังก้าวเข้าสู่อัตราตาย 10 เกิด 1 จะถึงวันของการเป็นสังคมวัยชราในที่สุด สังคมไทยจะเตรียมการดูแลตัวเองอย่างไรก่อนที่วันนั้นจะมาถึง? ชาวญี่ปุ่นที่เข้าสู่วัยชรามักจะหาทางไปเช้าที่พักอาศัยอยู่ใกล้เมือง ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเพื่อจะดูแลตัวเอง ไปหาหมอได้สะดวก นี่เป็นสัญญาณเตือนอย่างดีสำหรับคนไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยชรา

ในรอบสิบปีที่ผ่านมาการผลิตข้าวในญี่ปุ่นลดลง 20% ญี่ปุ่นต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศถึง 61% ขณะที่ 70% ของเกษตรกรมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 60 ปี ชาวนาบางครอบครัวแม้จะครอบครองที่ดินทำนาสืบทอดมาจากบรรพบุรุษยาวนานถึง 400 ปี ก็อยู่ในสภาพสิ้นหวัง มองไม่เห็นอนาคตไม่มีผู้สืบทอด ลูกหลานไปเรียนหนังสือตั้งหลักปักฐานในเมืองกับอาชีพใหม่ ขณะที่อีกด้านหนึ่งคนรุ่นใหม่ก็ให้ความสนใจกับการไปทำการเกษตรผลิตอาหารเพิ่มมากขึ้น แต่คนรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากครอบครัวเกษตรกร แต่มาจากครอบครัวคนเมืองจบการศึกษาแล้วไปทำงานอยู่ระยะหนึ่งแต่พบว่าไม่มีความสุขไม่มีความหวังกับชีวิตในเมืองจึงตัดสินใจไปเรียนรู้ฝึกฝนตนเองแล้วไปหาที่ทำฟาร์มเพาะปลูกผลิตอาหารกันเองบางคนก็ทำร้านอาหารเล็กๆในฟาร์มร่วมไปด้วย


ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นต้องแลกมาด้วยชีวิต  ความเจ็บป่ายพิการของประชาชนญี่ปุ่นที่ด้วยเป็นโรคมินามาตะจากการได้รับสารปลอดในอาหารทะเล ปลาแซลมอนที่เคยชุกชุมในเกาะฮอกไกโดก็จับได้น้อยลง ต้องนำเข้าจากยุโรปเหนือ  สาหร่ายในเกาะโตเกียวยังมีอยู่แต่ไม่มีใครกล้าที่จะกินอีกแล้ว มีข่าวอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทำให้ผู้คนไม่กล้าซื้อผักผลไม้จากพื้นที่ใกล้เคียงชีวิตเร่งรีบ เครียด ชาวญี่ปุ่นฆ่าตัวตายติดอันดับต้นๆของโลก ปีละกว่า 30,000 คน ประเทศไทยเรากำลังพยายามพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมขณะที่พื้นที่ถูกพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมแล้ว เช่นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง อุตสาหกรรมก็สร้างมลพิษมากจนกระทั่งพื้นที่นั้นไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของมนุษย์บางครอบครัวเป็นมะเร็งกันทั้งบ้าน ฝนที่ตกลงมาเป็นหยดน้ำสีเหลืองเมื่อถูกต้นทำให้ต้นไม้ตาย

ในขณะที่คนไร้บ้านในกรุงเทพมหานครยังได้อาศัยข้าวกินจากโรงทานและการยังชีพด้วยข้าวก้นบาตรจากวัดผู้ซึ่งยากจนเข็ญใจในสังคมยังได้รับการโอบอุ้มจากศาสนาวัฒนธรรม แล้วประเทศไทยกำลังจะเลือกเดินไปในเส้นทางแห่งการแสวงหาความสุขหรือเส้นทางแห่งการสมาทานเงินตราและความก้าวหน้าทางวัตถุ


Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: