เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน

ข้าว: นโยบายการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

In Our Network, Research on 16/12/2009 at 9:17 pm

ข้าวกับสังคมไทยมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงอาหารของทุกคน แต่เป็นความสำคัญเชิงวัฒนธรรมของวิถีชีวิต แต่เมื่อข้าวมีการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณค่ามาสู่มิติเศรษฐกิจ เราจะได้ยินเสมอๆว่าข้าวเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ1 ของประเทศไทย แต่ก็น่าแปลกประหลาดใจชีวิตของชาวนาผู้ปลูกข้าวกลับยากลำบากมากขึ้นกว่าในอดีต ความมั่นคงทางอาหารหายไป จากที่เคยมีข้าวมีปลากิน มาเป็นซื้อข้าวซื้อปลากิน หนี้สินเพิ่มพูน ปรากฏการณ์ที่ดินหลุดมือชาวนาไปเป็นของนายทุนและองค์กรให้กู้สินเชื่อในระบบทั้งหลายมีให้เห็นได้ไม่ยาก ศักดิ์ศรีชาวนาซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารของสังคมสั่นคลอน เห็นได้จากชาวนาส่วนใหญ่ไม่อยากให้ลูกหลานตนเองมีอาชีพเป็นชาวนา เพราะความเหนื่อยยากและหมดหวังในชีวิตชาวนาที่ประสบอยู่เป็นแรงขับให้ชาวนาปัจจุบันกู้หนี้ยืมสินส่งลูกหลานเรียนเพียงหวังให้เป็นเจ้าคนนายคนพ้นจากชีวิตชาวนา สังคมไทยเองก็อาจกำลังลืมเลือนต่อความเข้าใจที่ว่าชาวนาคือมิตรสหายที่ทำหน้าที่ผลิตอาหารให้เรา

ชาวนาผู้ปลูกข้าวเป็นอาหารให้เรา และผลิตสินค้าที่ทำรายได้ให้ประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง กำลังต้องเผชิญปัญหาซ้ำซ้อนหลายเรื่อง ราคาข้าวเป็นความหวังเดียวของเกษตรกรที่จะมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะวิถีการผลิตเพื่อขายได้ส่งผลให้การพึ่งตนเองลดลง การเกษตรเชิงพาณิชส่งเสริมการใช้สารเคมีจำนวนมากในการผลิตซึ่งได้ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของอาหารตามธรรมชาติ และเพิ่มต้นทุนการทำนาของเกษตรกร อีกประการหนึ่งชาวนาเป็นผู้ผลิตข้าวก็จริง แต่กลไกลการตลาดเป็นของพ่อค้าคนกลาง ซึ่งซับซ้อนมากขึ้นจากพ่อค้าในประเทศเพิ่มพ่อค้าต่างประเทศในระบบตลาดโลกเข้ามาอีกด้วย ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจปัจจุบัน ปัญหารูปธรรมสำคัญที่ปรากฏมาตลอดคือปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

รัฐบาลของทุกยุคทุกสมัยก็ตระหนักถึงความสำคัญของชาวนาในฐานะที่เป็นฐานเสียงกลุ่มใหญ่ทางการเมือง พยายามที่จะแก้ปัญหาของชาวนาโดยมีนโยบายมุ่งเน้นไปที่เรื่องราคาข้าวเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้ปฏิเสธว่าชาวนาไม่มีปัญหาเรื่องราคาข้าว แต่ก็มีคำถามว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นหรือไม่? การแก้ปัญหาราคาไม่ใช่คำตอบเดียว ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริงของเรื่องราคาข้าวในปี 2551 ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือในปีนั้นราคาข้าวเปลือกหอมมะลิในตลาดมีราคา 18.00-22.00 บาท/กิโลกรัม ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่จากการศึกษาวิเคราะห์ของเครือข่ายเกษตรทางเลือกสุรินทร์ก็พบข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้คือ

1) ชาวนาไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงจากราคา ในช่วงที่ราคาพุ่งสูงขึ้น ข้าวได้หมดจากยุ้งฉางไปแล้ว เพราะปัญหาหนี้สินครัวเรือน และส่วนมากชาวบ้านขายข้าวหมดตั้งแต่ มกราคม เมื่อราคาสูงขึ้นจึงไม่มีข้าวขายแล้ว

พฤศจิกายน (เริ่มเก็บเกี่ยว หนี้สินค่าใช้จ่ายเก็บเกี่ยว)             ราคาข้าว 8,954 บาทต่อเกวียน

ธันวาคม      (หนี้สินค่าใช้จ่ายเก็บเกี่ยว / กองทุนหมู่บ้าน)           ราคาข้าว 9,691 บาทต่อเกวียน

มกราคม      (ธกส./สหกรณ์/นอกระบบ)                                 ราคาข้าว 10,150 บาทต่อเกวียน

กุมภาพันธ์   (ธกส./สหกรณ์/นอกระบบ)                           ราคาข้าว 11,906 บาทต่อเกวียน

มีนาคม        (ธกส.ครบกำหนดรอบสุดท้าย)                  ราคาข้าว 12,995 บาทต่อเกวียน

เมษายน     (ข้าวส่วนมากหมด เหลือข้าวสำรองครัวเรือน)         ราคาข้าว 17,122 บาทต่อเกวียน

2) กระทบต่อระบบอาหาร เมล็ดพันธุ์ ในครอบครัวและชุมชน

ข้าวเปลือกและข้าวสารราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวนาขายข้าวเปลือกสำรอง (ข้าวสำหรับกิน + เมล็ดพันธุ์)  ซึ่งเป็นการขายข้าวเปลือกราคาสูงได้เพียงส่วนน้อย แต่ชาวนาต้องเผชิญกับสิ่งต่อไปนี้

หาซื้อข้าวคุณภาพต่ำมากิน ข้าวสารแพงขึ้น ต้องใช้เงินซื้อกินมากขึ้น          โรงสีได้ประโยชน์จากการขายข้าวสาร ข้าวสารคุณภาพต่ำ กดราคา

ไม่มีเมล็ดพันธุ์ ราคาเมล็ดพันธุ์แพงขึ้น (14.00 บาท เป็น 25.00บาท/กก.) ลงทุนเพิ่ม เมล็ดพันธุ์ขาดแคลน โครงการรัฐรับภาระ โรงสีนำข้าวมาขายเป็นพันธุ์ กดราคา

งานบุญในหมู่บ้านมีการบริจาคข้าวลดลง ซึ่งการบริจาค (ทำบุญ) ด้วยข้าวในหมู่บ้าน หมายถึงการคืนข้าวกลับสู่ชุมชน

3) ความเสี่ยงที่จะล้มเหลวในการลงทุนทำนา (รอบใหม่) ที่ดินในการทำนาเป็นที่ต้องการบวก ชาวนาอาจทุ่มทุนเต็มที่ บวกกับราคาปัจจัยการผลิตปุ๋ยยาสูง จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะขาดทุนและสูญเสียที่ดินทำกิน

4) กลุ่มทุนจะเข้ามามีบทบาทในการลงทุนทำนามากขึ้น อย่างเช่นลักษณะดังต่อไปนี้

1) พันธะสัญญาปลูกข้าวของชาวนากับบริษัท

2) พันธะสัญญากลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์กับบริษัท

3) กลุ่มทุนในท้องถิ่น กับการลงทุนทำนา

ความสำคัญของการแก้ปัญหาราคาข้าวจึงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควรที่จะมองการแก้ปัญหาชาวนาทั้งระบบในแนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นไปในแนวทางที่พัฒนากลไกลการตลาดการผลิต และคุณภาพชีวิตของชาวนา ในทิศทางที่หนุนเสริมศักยภาพและบทบาทของเกษตรกร

นโยบายและโครงสร้างการค้าข้าวของประเทศไทย

หลากหลายมุมมองกับเรื่องราคาข้าว : ใครคือผู้กำหนดราคาข้าว?

มองจากชาวนา / สหกรณ์ / เครือข่ายเกษตรกร

เราพูดถึงข้าว ต้องนึกถึงบุญคุณชาวนา  กว่าชาวนาจะปลูก เกี่ยว เข้าโรงสี   ชาวนาลำบากมาก การเลือกตั้งแต่ละครั้ง ผู้แทนหรือนักการเมืองมักชูนโยบายว่า จะทำให้ชาวไร่ชาวนา มีราคาข้าวที่สูงขึ้น ความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ทำไมทุกครั้งต้องออกมาให้รัฐรับประกันราคาทุกครั้ง เรื่องการกำหนดราคาข้าวของเกษตรกรไม่ใช่ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง คำถามที่น่าสนใจคือทำไมชาวนา ไม่สามารถกำหนดราคาข้าวได้เอง  ทั้งที่เป็นผู้ผลิตและเจ้าของข้าว

  • ชาวนาเป็นผู้ผลิต  แต่ไม่ได้จัดการผลผลิตโดยตนเอง การจัดการการตลาดตั้งแต่ยุคเริ่มต้นต้องมีคนกลาง ในการจัดการการตลาด  ไม่มีอำนาจในการต่อรองซึ่งกันและกัน แตกต่างจากผลผลิตของบริษัทเอกชนทั่วไปที่สามารถกำหนดราคาขายได้  อาจเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยที่อ่อนน้อมยอมรับ  เวลาขายข้าวชาวนาจะมาถามโรงสี ว่า จะซื้อกิโลละเท่าไหร่  แต่ถ้าในวันเดียวกันชาวนาจะซื้อรำ ปลายข้าวก็ต้องไปถามเถ้าแก่ว่า  รำราคาเท่าไหร่ ปลายข้าวราคาเท่าไหร่   สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าบทบาทเรื่องการจัดการตลาดไม่ได้อยู่ในมือชาวนา
  • อายุ 5 ขวบ ก็เริ่มลงนา เริ่มจากตามพ่อแม่ไปเล่นในนาไปเรียนรู้ ผมเรียนจบ ป6 ก็ทำนาตลอดชีวิตยังไม่เคยตั้งราคาข้าวได้เอง ไม่รู้เหมือนกันว่าสาเหตุที่เราขาดอำนาจการต่อรองหลายส่วน ไม่สามารถจัดการผลผลิตเองได้ ถามว่าอยากกำหนดเองไหม คำตอบคือเป็นความหวังของชาวนาทุกคนครับ ในฐานะคนผลิตก็อยากตั้งราคาเองเหมือนผลิตภัณฑ์อื่นๆ    แต่มีปัจจัยภาวะหนี้สินที่ต้องใช้เงินเร็วก่อนผลผลิตจะออก ทำให้ต้องจำยอมเท่าไหร่ก็ต้องขาย ถึงแม้จะพอใจหรือไม่พอใจกับราคาที่ได้ก็ต้องจำยอม
  • การจัดการเรื่องนี้ ชาวนาภาคอีสานยุ้งฉางมีกันทุกบ้าน  แต่ทำไมไม่รับจำนำที่ยุ้งฉาง  แต่ระบบการจำนำของรัฐล่าช้า ไม่ทันการ ปีนี้ สิ้น ก.พ. ยังไม่ได้จำนำข้าวเลย แต่เงินต้องใช้ก่อนหน้านี้แล้ว  นี่คือปัญหาของเกษตรกรที่ต้องเจอ
  • ประเด็นที่ชาวนาจะเก็บผลผลิตเพื่อรอราคายากเพราะมีหนี้มรดก (หนี้มาแต่พ่อแม่)  และหนี้จากปัจจัยการผลิต ลงทุนทำนา ปีนี้ปุ๋ยเคมีจาก 500.00 บาทเป็น 900.00 -1,400 .00 บาท (เงินเชื่อ) ข้าวแพงชาวนาได้ขายเป็นเกียรติประวัติ 4-5กระสอบ อีกทั้งหนี้กองทุนหมู่บ้านต้องชำระช่วงมีนาคม หนี้ ธกส.ชำระในมีนาคม แต่ถ้าชำระก่อนก็ได้กู้เร็ว ได้เงินกู้มากขึ้น บวกกับความหวังดีมีนโยบายรับจำนำข้าวเข้ามา
  • เรื่องกลไกราคาข้าว  ปฏิเสธไม่ได้ว่าต่างประเทศกำหนดราคา แต่คำถามคือ    ความเป็นธรรมในโครงสร้างราคาในแต่ละส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้รับความเป็นธรรม มีกระบวนการหรือกลไกไหนที่จะสร้างความน่าเชื่อถือว่า ราคาที่แต่ละส่วนได้เป็นธรรม ในสังคม ในกลไกนี้
  • เรื่องชาวนาที่กำหนดราคาสินค้าไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องข้าวอย่างเดียว คนที่มานี่ มีใครกำหนดราคาสินค้าเกษตรได้บ้าง ปัจจัยอยู่ที่โครงสร้างและองค์กร พ่อค้า ราชการ  นักการเมือง  3 กลไกหลักนี้เป็นหลัก  ตอนนี้พี่น้องชาวไร่ชาวนาอยู่ในวงจรอุบาท 6 เรื่อง น้ำท่วม ฝนแล้งโรคแมลงกิน  ดินเสื่อม เล่ห์เหลี่ยมพ่อค้า ราคาตก นี่เป็นปัจจัยที่พี่น้องไม่รู้  ตัวสำคัญคือ ราคาตก  พี่น้องเกษตรกรยังเรียนรู้ไม่เท่าทัน 3 องค์กรนั้น  ต้นทุนการผลิตของตัวเองยังไม่รู้ แต่ 3 องค์กรนั้นรู้  ชาวนารู้แต่ว่าขายข้าวเร็ว ขายข้าวเสร็จแล้วเหลือเท่านั้น  เกษตรกรขาดความมั่นใจในชีวิตขาวนา  ตอนนี้ครอบครัวชาวนามีแรงงานแค่ 2 คนและอายุ 70-75  ปี  พื้นที่ปลูกก็ลดลง แต่หนี้สินเพิ่มขึ้น หนี้สินชาวนา 1 ล้านล้าน  ทำอย่างไรให้ชาวนาเท่าทันกระแสจากภายนอกที่เข้า ชาวนาต้องตอบให้ได้ว่าต้นทุนการผลิตข้าวตัวเองเท่าไหร่ ขายเท่าไหร่จะมีราคา  ถามว่าชาวนา 15 ล้านคน แบ่งๆ ขายไม่ได้เหรอ  ข้าวไม่ใช่สินค้าแบบค้างสต๊อกได้  อีกกลไกที่สำคัญคือคุณต้องชำระหนี้สินกับสิ่งที่คุณบริโภค    ส่งลูกเรียน ต่อมาเข้าพรรษา ต้องต้องขายข้าวให้ทันกับการใช้จ่าย

มองจากโรงสี ข้อคิดเห็นต่อเรื่องโอกาสของชาวนาในการกำหนดราคาข้าว

  • ชาวนาก็รู้สึกว่ากำหนดราคาไม่ได้มาตลอด  แต่ในความเป็นจริง ข้าวปีที่แล้วราคาดีเกินที่คาดคิด  ก็เพราะปริมาณไม่เพียงพอ  แต่การที่ชาวนาบอกว่ากำหนดราคาไม่ได้ เพราะ 1 ปี ขายในเวลาเดียวกัน เพราะ 7 เดือนไม่ได้ทำอะไรรอเงินตรงนี้ ขายในเวลาเดียวกันก็ล้นตลาด   ต่างประเทศกำหนดราคาเอามาให้โรงสีๆก็ทอนมาให้ชาวบ้าน จริงๆ ท่านปลูกให้น้อยๆแล้วเรียกราคาดีกว่า เวลาราคาดีคนอื่นก็ปลูก เราปลูกมากราคาก็ลดลง เหมือนรถยนต์ตลาดมีหมื่นคันก็ผลิตให้ใกล้เคียง คนซื้อต่างประเทศบอกประเทศไทยแพงก็ไปซื้อเวียดนาม
  • ถามว่า การมีช่วงเวลาที่แน่นอนของผลผลิตข้าวจะช่วยให้โรงสีสามารถรวบรวมผลผลิตส่งขายต่างประเทศได้เลยหรือไม่ ตำตอบก็คือ ไม่ใช่ชาวนาเวลาเกี่ยวข้าวแล้ว  รัฐมีรับจำนำยุ้งฉาง  แท้จริงโรงสีไม่อยากให้ข้าวทะลักออกมาแต่โรงสีอยากให้มีข้าวทยอยออกมา เราเป็นผู้แปรสภาพ เราไม่อยากให้มีการจำนำใบประทวนด้วยซ้ำไป  การไหลของข้าวจะได้ทยอยไหลออกมา  ปีนี้ตัวเลขการจำนำอยู่ที่ยุ้งฉางประมาณ 600,000 กว่าตัน อยู่โรงสีล้านกว่าตัน นี่คือสิ่งที่ทางโรงสีอยากบอกว่าการที่ชาวนาขายข้าวพร้อมกันไม่มีใครสามารถช่วยเรื่องราคาได้ ข้อเสนอเกษตรกรควรสร้างยุ้ง คุณมีนาเท่าไหร่ ควรมียุ้งที่เก็บข้าวใกล้เคียงกับนาของตนเอง   เหมือนผมเป็นโรงสี ผมก็ต้องมีโรงเก็บไว้เหมือนกัน รอขายในเวลาที่เหมาะสม

มองจากผู้ส่งออก คนกลางที่เชื่อมโยงข้าวจากเกษตรกร สู่ตลาดโลก มองอย่างไรกับกลไกลการกำหนดราคาข้าวของประเทศไทย

  • เรื่องของราคา เท่าที่ประสบการณ์ของผม 7 ปี ในธุรกิจส่งออกข้าว เราก็ทราบว่า เกิดจากความต้องการกับผลิตผลที่เรามี  ผู้ซื้อจากต่างประเทศก็ดูจากผู้ผลิตหลายๆ ที่ เขาเองก็จะมีราคาอยู่ในใจ ด้วยลักษณะเป็นแบบนี้ ราคาควรเป็นอย่างไร ตลาดปลายทางจะรับได้ไหม  กลไกราคาก็เกิดจากผู้ส่งออก  ราคาที่เสนอมาจากไหน   ก็มาจากที่ราคาคิดว่าจะซื้อได้จากโรงสีในประเทศ + ค่าใช้จ่าย  ลูกค้าต่อรองหน่อย เมื่อยอมรับราคานั้นก็ทำให้ผู้ส่งออกข้าว ซึ่งจะสะท้อนไปยังโรงสีว่า ข้าวเปลือกราคานี้ทำได้    เมื่อก่อนผมก็ไม่เชื่อว่าต่างประเทศจะกำหนดราคาข้าวเราได้ แต่มีตัวอย่างในปีที่แล้วว่าเราสามารถกำหนดราคาขายได้ เราขึ้นราคาเท่าไหร่ต่างประเทศก็ซื้อ  ทำให้เราคิดว่าเราสามารถกำหนดราคาขาย แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ เมื่อความต้องการของต่างประเทศลดลง ราคาข้าวก็ต่ำลง  การกำหนดราคาก็ยังอยู่กับต่างประเทศเหมือนเดิม   ต่างประเทศต้องการมากก็ราคาสูง ต้องการน้อยราคาต่ำ ที่สำคัญเรายังเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งด้วย

ทัศนะต่อนโยบายจำนำข้าว นโยบายหลักของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเรื่องข้าว

ทัศนะเกษตรกร / สหกรณ์ ; นโยบายรับจำนำข้าวทำอย่างไรที่จะก่อประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร ตามเป้าหมายของนโยบาย

  • โครงการรับจำนำข้าว ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่น่าจะเปลี่ยนระบบโดยให้หน่วยงานรัฐ หรือ ธกส. มาจัดการ โดยให้ชุมชนเป็นคนจัดการ จะทำให้แก้ปัญหาได้ถูกจุดและเร็ว ทันกับความเดือดร้อนของชาวบ้าน เพราะชุมชนน่าจะเห็นปัญหานี้เร็วกว่ารัฐ  ชุมชนไหนมีความพร้อมรัฐก็น่าอุดหนุนให้ชุมชนนั้นแก้ปัญหา  ชุมชนรู้ว่าชาวบ้านเดือนร้อนเรื่องอะไร  ต้องการความช่วยเหลือเดือนไหน  หาเงินหาระบบให้รัดกุม   ลองนำร่องดูให้ชุมชนทำจะดี และเร็วกว่า เห็นด้วยกับส้มป่อยที่น่าจะมีนโยบายอื่น ชาวบ้านก็ช่วยตนเอง ไม่ได้รอรัฐช่วยอย่างเดียว  ลดต้นทุน ปลูกของกินเอง ลดรายจ่ายทุกทาง   มีความพยายามแต่ก็มีภาระ  การแก้ปัญหา ส่งเสริมก็ไม่ได้ทำเรื่องให้ชาวบ้านพึ่งตนเองให้มาก  อีกส่วนหนึ่งก็คือการร่วมตัวกัน  ยาก ที่เกษตรกรรวมตัวเพื่อต่อรอง แต่ก็ต้องทำ เป็นสร้างพลังในการต่อรอง
  • เรื่องของข้าวที่ราคาข้าวตกต่ำ  อันดับแรก ในการจำนองยุ้งฉาง หรือขายแบบประทวนสินค้า ตามความจริงรัฐให้นโยบายดี แต่การปฏิบัติทำได้ช้า  เพราะรัฐบาลมาจากพ่อค้า (ทุกรัฐบาล) กว่านโยบายมาถึงข้าวออกจากมือชาวนาไปแล้ว และยังตั้งราคาใกล้เคียงกับท้องตลาด แล้วใครจะเก็บในยุ้งฉาง หรือใบประทวน   เพราะเขาต้องใช้หนี้แบบมรดกทั้งหลาย  เรื่องข้าวที่จำนองยุ้งฉาง  จำนองแล้วรับเงินแล้ว แต่เวลานำข้าวไปโรงสี น้ำหนักมันหาย ก็คือเกษตรกร วัดแล้ว เต็มจากยุ้งฉาง เผื่อด้วย แต่ไปถึงโรงสีน้ำหนักขาด  เกษตรกรเลยยังเป็นหนี้ ใช้หนี้ไม่หมด  ที่กาฬสินธุ์มีปัญหานี้อยู่มาก อยากให้ผู้ส่งออก โรงสี เห็นใจเกษตรกร เพราะต้นทุนมันสูง ตั้งราคาเองก็ไม่ได้
  • ไม่จริงเรื่องซื้อใบจำนำ  นโยบายต้องการกดราคาอาหาร  ทีน้ำตาลขึ้นรัฐช่วยทันที  แต่ข้าวถ้าโรงสีขาดทุนวิ่งล็อบบี้กัน  ไม่เคยถามชาวนาว่า 10,000.00  บาท ชาวนาอยู่ได้ไหม ที่กาฬสินธุ์ สิ่งเจือปน หักได้ 2 เปอร์เซ็นต์  แต่พ่อค้าตัด 8 % ผมร้องเรียนรัฐ  แต่รัฐขอให้ถอนเรื่อง  รัฐต้องกล้าช่วยชาวนา  ประกันราคา แล้วอุดหนุนด้วย อย่าบอกว่าขัด WTO  เพราะผมไม่ได้บอกให้เข้า WTO  รัฐช่วยคนอื่นได้ ทำไมไม่ช่วยชาวนา  ทั้งด้านปัจจัยการผลิตและราคา
  • อยากฝากรัฐว่าไปให้พ้นจากการรับจำนำเพียงอย่างเดียว ในโลกนี้ปัญหาข้าวยังมีวิธีอื่นในการแก้ปัญหา  การรับจำนำภาคธุรกิจเองไม่มีความสุข เพราะไม่เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี    ทั้งที่ประเทศไทยอยู่ในระบบการค้าเสรี  แต่ถ้าอุดหนุนเกษตรกรก็ ให้ผลประโยชน์ตกกับเกษตรกรได้ไหม  แต่หาวิธีที่ออกไปจากการอุดหนุน  ชาวนารุ่นนี้หมดไปจะทำอย่างไร ไม่มีใครปลุกข้าว   อาหาร เป็นปัจจัยสำคัญของคนมาแต่โบราณ  เรื่องอาหารมีผลต่อสังคมโลก  ใครครอบครองระบบการผลิตอาหารก็จะมีอำนาจ  น้ำมันกินไม่ได้ ข้าวกินได้  แต่สิ่งที่รัฐคิด  เป็นระหว่างรัฐกับเกษตรกร   ฝ่ายเกษตรกรก็ต้องการให้รัฐ รับจำนำในราคาสูง  เพราะรัฐไม่เคยเสนอทางเลือกอื่นที่ดีกว่าสำหรับเกษตรกร  ต้องอุดหนุนเรื่องข้าวแบบยั่งยืน  ไม่ใช่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายก็ยังให้กินพารา

ทัศนะโรงสี / ผู้ส่งออก  ; ชาวนาก็คลางแคลงใจว่านโยบายที่รัฐทำนั้นเข้าทางโรงสี และผู้ส่งออกทุกครั้ง ทั้งเรื่องราคาและระยะเวลา โรงสีและผู้ส่งออกสะท้อนอย่างไร

  • โรงสี
    • อยากบอกกับท่าน ผมไม่ได้เข้าโครงการรับจำนำกับราชการ  โรงสีที่ทำกับโครงการ เป็นข้าราชการ โรงสีอยากออกจากโครงการ   เพราะมีปัญหาอะไรก็เป็นจำเลย   บางจุดก็มีปัญหาอย่างที่พี่บำรุงพูด เรื่องการรับจำนำ จริงๆ แล้ว เราต้องเสวนา ทั้งชาวนา ผู้ประกอบการ และภาครัฐ   รัฐก็อึดอัดใจว่าทำโครงการแล้วก็ขาดทุน มีสต๊อกเพิ่มทุกปี  ถ้าเราปลุกข้าวเอาเฉพาะพอกิน  เช่นญี่ปุ่น ข้าวเปลือกราคากิโลกรัมละ  70.00  บาท  ถ้าเราแค่พอกิน เหลือกินขายเราก็ตั้งราคาได้   นี่คือสิ่งที่เราต้องมามอง เราควรกำหนดกันเองไหม  และต้นทุนเพิ่มขนาดไหน ต้นทุนการผลิตอยู่เท่าไหร่  ตอบกันยังไม่ชัด  ต้นทุน 8,000 กำไร 1 เท่าก็ 16,000  แต่ทำไมเวียดนามแข่งเราได้  เพราะต้นทุนชีวิตเราสูงกว่าเวียดนาม  เรามีต้นทุนชีวิต คือ วีโก้ มือถือ อีแต๊น  เวียดนามยังไม่มี  ท่านขายข้าว เงินก็เหลือน้อยลง นี่เรื่องต้นทุนนะครับ  เรามาช่วยกันคิดเรื่องต้นทุนให้รู้จริงๆ  ราคารับจำนำ ทำไมถึง 16000 เราคิดว่าข้าวสารต่างประเทศราคาเท่าไหร่จะขายได้   รัฐจำนำเท่าไหร่ ผมยินดีสนับสนุน ผมก็อยากสนับสนุน  ชาวนาต้องบอกต้นทุนให้รัฐทราบ  รัฐไม่ควรขายต่ำกว่าต้นทุน  เราไม่ควรทำราคาขาดทุนให้ต่างประเทศกิน เราต้องทำให้ต้นทุนชัดเจน และต้องยืนยันว่าจะขายเท่าไหร่แล้วอยู่ได้  ถ้าสต๊อกเหลือมากต้องลดการผลิตลง
    • ไม่ได้เข้าทาง ทุกวันนี้ทั้งโรงสีและผู้ส่งออกอยู่ในภาวะลำบาก  ราคาที่เรากำหนดสูง ต่างประเทศต่อรองมา ผู้ส่งออกไม่ยอมขาย  ทำให้การส่งออกลดลง 40 % ทั้งนี้ราคาจำนำสูง ขายไม่ได้กลัวขาดทุน  แต่รัฐเองก็อยากจำนำถูก  แต่รัฐก็เสี่ยง เพราะจีนแล้ง  เวียดนามมีปัญหา  3-4 เดือนข้างหน้า ชะลอการส่งออก รัฐก็ต้องเล่นเกมเสี่ยง ระยะต่อไปข้าวก็อาจราคาดีได้ ข้าวนาปรังจึงรับจำนำที่ 12,000.00 บาท
    • ผู้ส่งออก
      • นโยบายรัฐรับจำนำเพื่อช่วยเกษตรกรเป็นหลัก  แต่ไม่ใช่ยาวิเศษรักษาทุกโรค ให้เกษตรกรหาย จนได้  ความยากจน หนี้สินเกิดจากอะไร  ราคาอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนหรือหนี้สินได้   มาตรการรับจำนำจึงเป็นแค่การช่วยบรรเทา  และเป็นมาตรการระยะสั้น ใช้เฉพาะหน้า พยุงราคาสินค้าที่มีราคาตกต่ำ  ระยะยาวต้องพัฒนาระบบตลาดและทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งขึ้นในระบบสหกรณ์  หรือระบบการแปรรูปที่เพิ่มมูลค่า  ระบบการจัดการที่ผ่านมานโยบายรัฐเป็นเรื่องเฉพาะหน้า   ไม่มีเวลาคิดระยะยาว  ก็เลยทำให้มาตรการอื่นๆ ที่จะยกระดับชีวิตเกษตรกรไม่ได้รับการนำมาใช้   ยุทธศาสตร์ข้าว ก็ยังไม่ได้หยิบมาใช้อย่างจริงจัง

มองทางออกเรื่องปัญหาข้าว  ; เรื่องของข้าวเรื่องของชาวนาปัญหามากกว่าเรื่องราคาตกต่ำ แนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนมีหรือไม่และเป็นอย่างไร

เกษตรกรและสหกรณ์มองอย่างไรต่อทางออกเรื่องปัญหาราคาข้าว กับแนวคิดพึ่งตนเองและสร้างทางเลือกภาคประชาชน

  • พี่น้องชาวนาต้องหันกลับมาตั้งหลัก อาการป่วยชาวนาไม่ใช่ปวดหัวตัวร้อน  แต่เป็นมะเร็ง  รัฐจะเอาพารามาให้ตลอด มะเร็งก็ไม่หาย  ต้องหันกลับมาดูวิถีชีวิตของเรา ถ้าเรามี 500 องค์กร ๆ หนึ่งมีสมาชิก 500 คน  ถ้า 25000 คน ไม่ขายข้าว ปีนี้ข้าวจะราคาขึ้นไหม  เราต้องหันมาพึ่งตนเอง  ทำข้าวได้ 100 ถัง ขาย ¼ แบบในหลวงว่า ที่เหลือขายในหมู่พี่น้อง  คุณอยากข้าวราคาถูกไปซื้อเวียดนาม เขมร  ไทยจะขายเท่านี้  ต้องเอาชาวนาไทยไว้  กระทรวงเกษตรนำเข้าปุ๋ยยาปีละ 4 ล้านตัน   แต่สาธารณะสุขมีนโยบายให้ทำ Food Safety ชาวนาต้องสร้างอธิปไตยทางอาหารของเรา  ยอมรับกันแล้วว่า การจำนำข้าว ซื้อขายล่วงหน้า ฯลฯ ผลประโยชน์ไม่ได้  ตกอยู่ที่ชาวนา ไปตกอยู่กลไกลอื่นที่เหนือชาวนา  เราต้องกระจายความเสี่ยงในการผลิตข้าวตั้งแต่ต้นจนถึงปลายทาง เราต้องรับความเสี่ยงเท่ากัน  พี่น้องขายข้าวเปลือก  คนซื้อเอาข้าวไปทำได้ร้อยเรื่องพันเรื่อง   ชาวนาต้องคิดวิสาหกิจชุมชน แปรรูป นี่เป็นทางเลือก ทางรอดของเกษตรกร ธุรกิจการเมืองกำหนดราคาทุกอย่าง ชาวนากำหนดอะไรไม่ได้เลย สรุปคือ

1.  ต้องทำให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการกำหนดกลไกทั้งด้านการกำหนดราคาการรับ จำนำ  หรือกลไกการจัดการอื่นๆ

2.  ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรลดต้นการการผลิต และสร้างทางเลือกในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้มากขึ้น

  • เกษตรกรต้องคิดแบบพึ่งตนเอง  อย่าคิดพึ่งรัฐอย่างเดียว เราต้องคิดเรื่องการพึ่งตนเอง เช่น เรื่องฐานการผลิต ทำไมเวียดนามราคาถูกกว่าเรา เพราะเวียดนามได้ผลผลิต  800 กก/ไร่ ของเรา 300 กก/ไร่ เขามีต้นทุน 5 บาท แต่เรามีต้นทุน 10 บาท  ขายตลาดโลกเดียวกัน พ่อค้านั่งที่ออฟฟิศก็เห็นฐานต้นทุนในแต่ละประเทศ ทั่วโลก  ถ้าเราไม่พึ่งตนเอง  เช่น  ข้าวฮางที่พี่น้องทำออกมาราคา 60 ข้าวนิลราคา 75 ข้าวผกาอำปึลราคา 40 (ข้าวกล้อง)  ต้นทุนข้าวกล้องจะถูกกว่าข้าวขาว แต่ขายราคาสูงกว่าข้าวขาวด้วยซ้ำไป ถ้าเกษตรกรสามารถคิดค้นผลผลิตที่แตกต่าง  ตอนเราทำเกษตรอินทรีย์ใหม่ๆ   เราประกันราคาข้าว 10 บาท ประกาศมาก่อนรัฐบาลทักษิณ   คิดยืนบนขาตนเองลดต้นทุนการผลิต  ตลาดข้าวอินทรีย์  ข้าวแปลง
  • เรามาถูกทางแล้วคือการรวมกลุ่มกันทั้งภาคสังคมชุมชน อำนาจ อุบล ยโสธร  เครือข่ายเกษตรอินทรีย์บ้านน้ำอ้อม เป็นตัวอย่าง ชาวนาเรานี่แหละมาร่วมกลุ่มกันช่วยกัน ไม่ต้องรัฐ ไม่ต้องโรงสี  เราร่วมกลุ่มกันไปกันได้
  • นโยบายของรัฐที่เกี่ยวกับข้าว  ผม ไม่โทษโรงสี พ่อค้าคนกลาง ผมโทษรัฐ  ส่งเสริมได้ ไม่มีแผนรองรับในการขาย ส่งเสริมไปทำไม ทำไมไม่มีการห้ามไม่ให้ทำนาปีละ 2 ครั้งเพราะดินเสื่อม เป็นแหล่งเพาะเชื้อแมลงศัตรูพืชรัฐไม่ได้แก้ปัญหา อบต.หนึ่งมีนักวิชาการเกษตร ตั้งมาแก้ปัญหาอะไรได้ เป็นโครงสร้างที่ผิดต้องเปลี่ยนทั้งโครงสร้าง ส่งเสริมแต่ไม่หาทางระบายสินค้า สินค้าล้นตลาดอยู่แล้ว ทำไมต้องผลิตให้มาก ทำให้ดินเสื่อม ทำนาปีละครั้งเท่านั้นก็พอเว้นแต่มีปัญหาภัยพิบัติ
  • ชาวนาตัวเราแก้ปัญหาตัวเราได้ไหม  ข้าวเราปลูก  เราได้กินของดีไหม เรามากินข้าวกล้องไหม ของดีมีคุณค่าอาหาร เราก็จะลดความเจ็บป่วย ชาวนาก็หายจน สองเราใช้วิถีพอเพียง ปลุกข้าวอย่างเดียวแก้ไขตรงจุดหรือเปล่า ต้องปลูกพืชอาหาร ปลา เป็นอาหารล้วนๆ ม.ขอนแก่น บอกว่ามีโปรตีนมากกว่าเนื้อวัวเสียอีก  กลไกตลาด  ก็ทำข้าวปลอดสาร ส่งขายเอง  เป็นช่องทางหนึ่งของเรา  เราต้องแก้ไขช่วยตัวเองก่อน
  • วิกฤตสิ่งแวดล้อม สังคม  เศรษฐกิจ  เรามองไปที่รัฐอย่างเดียวไม่ได้ ข้าวกลายเป็นการเมือง  ประกันราคาที่เกินความจริง   ชาวนาเราเป็นเครื่องมือของเขา  เราต้องรู้จักการผลิต  เกษตรเชิงเดี่ยวไปไม่ได้แล้ว  สร้างพันธุกรรม  พันธุ์ข้าวต้องมีอายุต่างกัน  จึงจะกระจายแรงงานได้ สินค้าก็ไม่ได้ทะลักสู่ตลาดพร้อมกัน  ไม่ต้องจ้างคนอื่น ไม่มีใครบังคับให้ขายข้าวเอาเงินไปใช้หนี้ให้เค้า อำนาจตัดสินใจ ต่อรอง ก็มีมากขึ้น เรื่องพันธุกรรมเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักและใช้สมองอย่าว่าไปตามกระแสรัฐ  อีสานปลูก กข.  ภาคกลางรถเกี่ยวไร่ละ 300 อีสานไร่ละ 700 ต้นทุนต่างกันแล้ว เพราะข้าวสุกพร้อมกัน ถ้าปลูกต่างพันธุ์ ก็เกี่ยวไม่พร้อมกัน ก็กระจายงาน

มองทางออกเรื่องปัญหาข้าวจากโรงสี มุมมองที่มากกว่าประเด็นราคา

  • ถ้าปัญหาคือเรื่องต้นทุน ต้นทุน หัวใจอยู่ที่น้ำ  ราคาปุ๋ยแพงท่านเลิกได้  แต่เรื่องน้ำ ก็เหมือนสร้างบ้านไม่ตอกเสาเข็ม ในส่วนตัวผม แหล่งน้ำไม่เพียงพอที่จะทำเกษตร  ต้นทุนท่านเลยไม่แน่นอน  แห้งแล้ง ทำหนึ่งปีใช้สามปี หนี้สะสม  ถ้าแก้ไปข้างหน้า แหล่งน้ำจะควบคุมทุกสิ่งได้ ไม่ปลูกข้าวก็ปลูกอย่างอื่นได้  แหล่งน้ำนี้เราหาหรือยัง  มีน้ำแค่นี้ปลูกเท่าที่น้ำมี  ผลผลิตออกมาตามความต้องการตลาด  อย่าทำแล้วขาดทุนตลอด กลไกการรับจำนำ  เริ่มต้นจำนำยุ้งฉาง ถ้าใบประทวน สีแปรรูปมีค่าจัดเก็บ ให้เอาเม็ดเงินไปจำนำยุ้งฉางชาวนา เป็นข้าวเปลือกเลย  มีข้าวในยุ้งขาย ¼ ยิ่งดี  โรงสีต้องการเปิดเสรี ทุกอย่างเป็นกลไกลการค้าปกติ  ทำธุรกิจมีการเอารัดเอาเปรียบ มีทั้งคนทำรวย และคนทำเจ๊ง  ธนาคารก็มองภาพโรงสีว่าเสี่ยง จะซื้อเยอะก็ไม่ได้เหมือนกัน เสาต้นแรกในโรงสี ก็เงินธนาคารทั้งนั้น  ต้องดูดี ต้องมีภาพลักษณ์  ส่วนกลไกรับจำนำ รวมกลุ่มแล้วไปจำนำ  เกษตรกรจำนำได้อยู่แล้ว  แต่เรื่องการเก็บรักษา ท่านก็ต้องเรียนรู้ เก็บที่ 14 ไม่ใช่ 15  เก็บความชื้นสูงก็ข้าวเหลือง  ถ้าเก็บก็ต้องน้ำหนักหาย ต้องศึกษาหาความรู้ในการเก็บด้วย  ท่านจะทำครบวงจร  ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกัน  ค่อยๆ ทำไป   ภาคเอกชน ผู้ส่งออก โรงสี  พัฒนาตัวเอง ไม่ได้พึ่งรัฐ   ชาวนารัฐอุ้มอยู่  ท่านต้องพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือตัวเอง เริ่มจากอะไร  แหล่งน้ำ ขอส่งเสริมแหล่งน้ำจากภาครัฐ

มองทางออกปัญหาเรื่องข้าวจากผู้ส่งออก มองการแก้ปัญหาเรื่องข้าวในระยะยาว

  • จริงๆ แล้ว ผมว่าไม่ว่าวงการอะไรก็ตาม ต้นแต่ต้นน้ำต้องมีการพัฒนา เรื่องสินค้าไปแปรรูป  ดีทั้งนั้น นอกจากภาครัฐแล้ว ก็ต้องพึ่งตัวเองให้มากที่สุด เรื่องโครงการรับจำนำ  มีมีได้  แต่มีเรื่องอื่นอีกไหมที่เป็นแผนระยะกลาง ยาว พัฒนาศักยภาพเกษตร สร้างความรู้ที่ถูกต้องในการเพาะปลูก  พ่อค้าก็ต้องการของดี มีคุณภาพ สิ่งเจือปนน้อย เม็ดข้าวแกร่ง สีได้เม็ดข้าวมาก พ่อค้าก็ยินดีให้ราคาสูง  ชาวนาก็ได้ผลตอบแทนมากด้วย

ข้าวอินทรีย์กับการค้าที่เป็นธรรม อีกหนึ่งทางเลือกของการแก้ปัญหาเรื่องข้าว

  • สหกรณ์ฯกองทุนข้าวขายให้ผู้บริโภคในประเทศ  และส่งออกต่างประเทศที่เป็นตลาดทางเลือก  เป็นช่องทางที่กำลังขยายอยู่  คือผู้นำเข้าในโลกของการค้าเสรีผู้นำเข้าทั่วไปจะเน้นเรื่องผลกำไร  แต่ผู้นำเข้าทางเลือก ต้องการช่วยเกษตรกร และมีความเป็นธรรมเรื่องโครงสร้างราคาที่ต้องมาวิจัยร่วมกันว่า ต้นทุนข้าวราคาเท่าไหร่ ผู้ซื้อต้องการซื้อในราคาเท่าไหร่  แล้วร่วมกันกำหนดราคาขั้นต่ำ ที่เรียกว่าแฟร์เทรด เริ่มต้นเมื่อ 3 ปีที่แล้วราคาที่กำหนดคือ  11 บาท ตอนนั้นข้าวเราไม่ถึง 10 บาท นอกจากนั้นกระบวนการผลิต ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ใช้สารเคมี สนับสนุนการรวมกลุ่มขององค์กรเกษตรกร ไม่ซื้อจากปัจเจกบุคคล ในกระบวนการตลาดจะลดคนกลางมากที่สุด จะมีเกษตรกร ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้บริโภค ความสัมพันธ์ผู้ผลิตผู้บริโภคก็จะมาเยี่ยมเยียนกัน มาซึมซับกับวิถีการผลิตไม่ใช่ดูเฉพาะตัวสินค้า ให้ทุนเกษตรกรไปบอกเล่าให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงวิถีชีวิต อย่างเช่น ภาคภูมิไปที่สหรัฐมาแล้ว
  • สินค้าที่เป็นธรรมเริ่มจากกาแฟ  ผู้บริโภคตั้งคำถามว่า กาแฟ ถ้วยเป็นร้อย เกษตรกรได้เท่าไหร่
  • การค้าขาย Fair Trade (การค้าที่เป็นธรรม)ตลาดเติบโตขึ้นเรื่อยๆ บางห้างสรรพสินค้าในยุโรปก็ยินดีที่จะเอาไปขาย เช่น คาร์ฟรู มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ ผู้บริโภคก็ตื่นตัวที่จะซื้อ ได้ช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง บวกกับตลาดเกษตรอินทรีย์ที่สนใจเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าในภาวะวิกฤตแบบนี้ ก็ยังไปได้เรื่อยๆ  เปลี่ยนมาบริโภคสินค้าอินทรีย์แล้ว คนมีเงินและมีความรู้ ก็ยากที่จะเปลี่ยนกลับไปซื้อแบบเคมีอีก
  • ต่างประเทศ เครือข่ายตลาดทางเลือก มีรณรงค์ เช่น เขียนโปสการ์ดถึงทุกครอบครัว ให้สนับสนุนสินค้าจากโลกใต้ เช่น ข้าวจากไทย ช็อกโกแลตจากอัฟฟริกา  กล้วยจากฟิลิปปินส์  ทำเป็นปีๆ เป็นฤดูกาลไป
  • ถ้าถามว่าเกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ทุกคนหรือเปล่า ระบบฝรั่ง จะมีองค์กรที่ตรวจสอบว่า Fair Trade จริงหรือไม่เค้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้าวอินทรีย์ Fair Trade จะไปสู่เกษตรกรรายย่อยจริงๆ ผู้บริโภคจ่ายมากกว่า ต้องมีระบบตรวจสอบ ในประเทศไทยมีหลายกลุ่มที่ทำ เช่น กรีนเนท   กลุ่มน้ำอ้อม สมาคมเกษตรก้าวหน้าที่อุบล
  • ฟังดูเหมือนมีตลาดทางเลือกให้พี่น้องเยอะ  แต่ประเด็นเกษตรอินทรีย์ พี่น้องต้องตระหนัก เรื่องกำไร  ที่เกิดขึ้นหลายด้านที่เป็น ความสุข  สุขภาพ ร่วมกันคิดค้น  อีกปีกก็คือ กำไรที่เป็นทรัพย์ เราลดรายจ่าย ก็เป็นกำไรของเรา มีผลผลิตมากขึ้นก็เป็นกำไร  ขายได้มากก็เป็นกำไร  ถ้าก้าวหน้าไปแบบคุณส้มป่อย ก็ได้กำไรได้มากขึ้น เกษตรกรเราต้องตระหนักรับรู้ เรียนรู้ พัฒนาไปกับมัน ต้องตั้งสติให้ทางเลือกแบบทางสายกลาง  แบบ ¼ ที่ในหลวงตรัสไว้ ผมยังยืนยัน เรียนรู้ให้เท่าทันกับกระแสโลกาภิวัตน์ อะไรที่ก้าวไม่ทันก็เบรกไว้บ้าง ไม่ให้หมดเนื้อหมดตัว

เครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคอีสานกับข้อเสนอทางนโยบายเรื่องข้าว

สถานการณ์เรื่องข้าวในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น การส่งเสริมการปลูกข้าวเชิงพาณิชย์ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น  กลไกการตลาดและการค้าที่ไม่เป็นธรรมยังคงเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง  ชาวนาต้องเผชิญกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและความผันผวนของราคา  การโกงตาชั่งและการกำหนดเกรดข้าวของชาวนาให้ต่ำติดดินของพ่อค้าคนกลาง ขณะที่ผลประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าวข้าวของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยตกไม่ถึงชาวนารายย่อย ซ้ำยังเปิดช่องให้ทุจริตโกงกินอย่างมโหฬาร  นโยบายข้าวของรัฐบาลจึงมีนัยยะที่เป็นประเด็นทางการเมือง และผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มและไม่จริงจังต่อการตอบสนองต่อความเดือดร้อนของชาวนาผู้ปลูกข้าวส่วนใหญ่    ยิ่งไปกว่านั้นภายใต้กรอบความตกลงอาเซียน รัฐบาลไทยกำลังผลักดันให้เกิดความร่วมมือทางการค้าข้าวระหว่างประเทศในภูมิภาค  การสนับสนุนตลาดซื้อขายล่วงหน้าระดับภูมิภาค ตลอดจนการเปิดเสรีการค้าข้าว   ธุรกิจการค้าข้าวในภูมิภาคจะถูกควบคุมและกำหนดโดยกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม  และชาวนาไทยจะได้รับแรงกดดันด้านราคาและความไม่เป็นธรรมจากกลไกการค้าข้าวมากยิ่งขึ้น

ภาคการผลิต   วิถีการผลิตของชาวนาที่เปลี่ยนไป สู่การพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าจากภายนอกมากขึ้นทั้งเครื่องจักรกล  พลังงาน  เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี  สารเคมี ส่งผลให้ชาวนาสูญเสียอำนาจการควบคุมปัจจัยการผลิต  พฤติกรรมชาวนาในกระแสโลกาภิวัตน์เป็นพฤติกรรมที่ขึ้นต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่  การทำนาตั้งแต่การเตรียมดินจนกระทั่งเก็บเกี่ยวต้องพึ่งพาเทคโนโลยีล้วนๆ ชาวนากลายเป็นผู้บริหารจัดการนาแบบสมบูรณ์   การลงทุนและการพึ่งพาจากภายนอกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ทำให้การทำนาดั้งเดิมในอดีตแทบจะไม่หลงเหลือให้เห็น  ชาวนาจึงต้องเผชิญกับปัญหานานาประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้น  ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ราคาผลผลิตที่ไม่เป็นธรรม  การขาดอำนาจต่อรอง  การขาดการรวมกลุ่ม และการสูญเสียการพึ่งตนเอง

ภายใต้สถานการณ์ปัญหาเรื่องข้าวที่เกิดขึ้น  มีตัวอย่างรูปธรรมเรื่องข้าวที่ประสบความสำเร็จอยู่จำนวนไม่น้อย เช่น การรวมกลุ่มกันทำนาอินทรีย์และค้าข้าวที่เป็นธรรมของสหกรณ์เกษตรอินทรีย์กองกองทุนข้าว สุรินทร์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.ยโสธร  เป็นต้น   ดังนั้นสหกรณ์ฯกองทุนข้าว ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.สุรินทร์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.ยโสธร และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน จึงได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอทางนโยบายเรื่องข้าวขึ้น ดังมีรายละเอียดคือ

ข้อเสนอ/มาตรการในการแก้ไขปัญหา  “ข้าว” อย่างยั่งยืน

1. สนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดและระบบการผลิตสู่การพึ่งตนเอง

มาตรการ 1. สร้างระบบการผลิตที่หลากหลายสอดคล้องกับมิติวัฒนธรรม วิถีชีวิต และสร้าง

ความมั่นคงทางด้านอาหารทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และประเทศ

2. สนับสนุนให้องค์กรชาวบ้านสามารถจัดการพันธุกรรมข้าวทั้งการรวบรวมพันธุ์

ขยายพันธุ์และเป็นเจ้าของพันธุ์

3. พัฒนาประสิทธิภาพผลผลิตทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยเน้นศักยภาพของ  เกษตรกร เป็นผู้จัดการด้วย ตนเอง

2.   สร้างการค้าที่เป็นธรรมและตลาดทางเลือกโดยเกษตรกร

มาตรการ 1. สนับสนุนให้เกษตรกร/กลุ่มเกษตรกรเป็นหน่วยจัดการโครงการรับจำนำ

ข้าวเปลือกโดยตรง

2. ยกระดับให้เกษตรกรสามารถจัดการผลผลิตทั้งระบบด้วยตนเอง  (กลุ่มเกษตรกร/

สหกรณ์)

3. รณรงค์จุดประกาย “ตลาดการค้าที่เป็นธรรม” เพื่อเกษตรกรและผู้บริโภค

3.   สร้างและขยายรูปธรรมเกษตรกรรมยั่งยืน

มาตรการ พัฒนาและยกระดับรูปธรรมต้นแบบให้เป็นแหล่งเรียนรู้   สามารถถ่ายทอด

ประสบการณ์และขยายผลให้เกษตรกรที่สนใจ

4.    สนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการชาวนา

มาตรการ 1. ให้เกษตรกรร่วมรับรู้ข้อมูล   ร่วมวิเคราะห์ปัญหา และร่วมหาแนวทางในการ

แก้ไขปัญหาร่วมกัน

2.  สร้างความร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานทุกภาคส่วนในการสนับสนุน  การค้าที่เป็นธรรมและตลาดทางเลือกในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

5.    ผลักดันให้เกิดกฎหมายและนโยบายด้านเกษตรกรรมยั่งยืนร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน

มาตรการ 1.  ประสานกับหน่วยงาน/องค์กร เพื่อให้มีนโยบายด้านเกษตรกรรมยั่งยืน

2.  ผลักดันให้มีโครงการอุดหนุนชาวนาโดยตรง  เน้นการจัดการในระดับท้องถิ่น       โดยเกษตรกร หรือองค์กรเกษตรกรในท้องถิ่น

3.  ประสานความร่วมมือกับสื่อมวลชน ในการรณรงค์ประเด็นปัญหาและทางเลือกที่ควบคู่กันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

—————————–

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: