เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน

มหกรรมประชาชนอีสาน “เพื่อการปกป้องทรัพยากรท้องถิ่น”

In Network Events on 28/01/2010 at 10:18 am

โดย ทิพย์อักษร มันปาติ, 26 มกราคม 2553

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทิศทางการพัฒนาประเทศที่คิดมาจากศูนย์กลางของอำนาจรัฐ แนวคิดการพัฒนาที่เน้นเศรษฐกิจประเทศให้ก้าวหน้า โดยที่คนท้องถิ่นไม่ได้ร่วมกำหนดอนาคตความเป็นไปของตนเอง ได้เปลี่ยนภาคอีสาน ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ แหล่งน้ำและอาหาร ที่ประกอบสร้างวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น สร้างวัฒนธรรม “เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน” พอยังชีพ อาศัยธรรมชาติ ดูแลธรรมชาติ ไปสู่ภาวะหนี้สินและความยากจนมากยิ่งขึ้น

การพัฒนาที่ไม่สนใจเรื่องความเท่าเทียม การพัฒนาที่มุ่งแต่จะสร้างความมั่งคั่งจากการขูดทรัพยากรทุกอย่าง ทั้งบนดินและใต้ดินออกมาขาย การพัฒนาที่ไม่รู้จักรากเหง้าของตัวเอง ได้บั่นทอนศักยภาพของคนในการเข้าถึงทรัพยากรมากยิ่งขึ้น ฐานทรัพยากรอาหารธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณค่าและสามารถพัฒนาให้สอดคล้องกับนิเวศวัฒนธรรมได้ อีกมาก ถูกรุกทำลายมากขึ้น และสิ่งเหล่านี้คงกลายเป็นเพียงเรื่องเล่า หากไม่ยืนหยัดรักษาไว้

วันนี้ ผืนดินอีสานกำลังเผชิญหน้ากับแผนโครงการต่างๆ อีกมากมาย เช่น เขื่อน เหมืองแร่ พืชเชิงเดี่ยว พืชพลังงาน นี่คือสิ่งที่คนถิ่นอีสานจำเป็นต้องรับรู้ เรียนรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจให้ท่องแท้อย่างรอบด้าน และมาช่วยกันคิดหาหนทางให้คนท้องถิ่น ร่วมกำหนดความเป็นอยู่ต่อไปข้างหน้า

ระหว่างวันที่ 25-27 มกราคม 2553 งานมหกรรมประชาชนอีสานเพื่อการปกป้องทรัพยากรท้องถิ่น จัดขึ้น ณ บริเวณสวนดอกคูน ริมบึงแก่นนคร อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อเป็นเวทีนำเสนอบทเรียนรูปธรรมทางเลือก นำไปสู่สังคมทางเลือกในภาคอีสาน หลอมรวมประสบการณ์ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้จากรูปธรรมในพื้นที่เพื่อเป็นทางเลือก ของพี่น้องอีสาน ร่วมหายุทธศาสตร์ความร่วมมือและเป้าหมายร่วมของขบวนภาคประชาชนอีสาน รวมทั้ง จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัด

อาจารย์สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี ได้ประมวลสถานการณ์ “วิกฤติอีสาน” เราจะไปทางไหน” ว่าการพัฒนาซึ่งถูกกำหนดจากศูนย์กลางอำนาจรัฐมาโดยตลอด ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกกำหนดพื้นที่ภาคอีสานเป็นแหล่งผลิต สินค้าพื้นฐานเพื่อการส่งออก มีการทำไม้ สมัยนั้นมีโรงเลื่อยไม้ โรงไม้เต็มไปหมด ทำให้พื้นที่ป่าในภาคอีสานลดลงไปเป็นจำนวนมากเหลือเพียง 12% ของพื้นที่ทั้งภาคในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ถนนสายยุทธศาสตร์ที่ตัดขึ้นมา คือ ถนนสายมิตรภาพ ทำให้เกิดการรุกที่ป่ามากขึ้นเช่นกัน นโยบายส่งเสริมประชาชนให้ปลูกอ้อย ปอ มันสำปะหลัง นำมาซึ่งปัญหาหนี้สิน การสูญเสียที่ดินของเกษตรกรชาวอีสานจำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้น รัฐมีแนวคิดการจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้ง ในภาคอีสานด้วยการสร้างเขื่อน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วน้ำในภาคอีสานมาเร็วไปเร็ว ชาวบ้านมีวิถีชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติ แต่คนที่คิดโครงการสร้างเขื่อนเป็นคนนอก ไม่เข้าใจวิถีชีวิตท้องถิ่น

“แม่น้ำสงครามในภาคอีสาน เป็นแม่น้ำสายเดียวที่ยังไม่มีการสร้างเขื่อนกั้น จนถึงปัจจุบันแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ มีป่าบุ่ง ป่าทาม มีปลาร้า ที่ชาวบ้านได้อยู่ได้กิน”

อาจารย์สันติภาพ กล่าวอีกว่า เป็นเวลาเกือบ 50 ปี ที่อีสานเผชิญกับปัญหาจากโครงการพัฒนาที่คนอื่นมาคิดให้ แต่คิดไม่สุด ปัจจุบัน ภาคอีสานกำลังเผชิญกับโครงการ และแผนพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น เหมืองแร่ทองคำ เหมืองโปแตช อุตสหากรรมเหล่านี้ต้องการใช้น้ำมาก ก็มีแผนที่จะสร้างเขื่อน ฝาย ขึ้นมาอีก รวมถึงการวางแผนให้ภาคอีสานเป็นพื้นที่รองรับการผลิตพลังงานทางเลือก ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สิ่งเหล่านี้เป็นแนวโน้มวิกฤติต่อสิ่งแวดล้อมและฐานทรัพยากรความมั่นคงทาง อาหารอย่างรุนแรง

พ่อบุญส่ง มาตขาว เกษตรกร อ.กุดชุม จ.ยโสธร เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน กล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ออกมาหลังจากที่ตนเกิดได้ 4 ปี ซึ่งในช่วงที่มีแผนการพัฒนานั้น ได้เห็นร่องรอยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากการพัฒนาของประเทศตั้งแต่การใช้ วัว ใช้ควายดำนา มาเป็นรถไถ จนถึงพันธุ์ข้าวท้องถิ่นที่เปลี่ยนมาเป็นข้าวพันธุ์ที่รัฐบาลส่งเสริมปลูก เพื่อขายมากขึ้น จนกระทั่งพันธุกรรมข้าวท้องถิ่นถูกทำลายเหลืออยู่ไม่กี่สายพันธุ์

สำหรับอนาคตเกษตรกรรมทางเลือกในกระแสบริโภคนิยมนั้น พ่อบุญส่งกล่าวว่า ตนเชื่อว่าทุนนิยมที่เห็นแก่ตัว แก่งแย่งกันแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา มีจุดอิ่มตัวและต้องกลับลงมาสู่จุดเดิม ขณะที่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน มุ่งเน้นเรื่องปากท้องของตัวเอง ครอบครัว และชุมชนให้อยู่รอดก่อน ไม่ได้คำนึงถึงตลาดเป็นที่ตั้ง แต่ทำให้ชุมชนของเราเข้มแข็ง เราจะอยู่รอดได้

“เราพยายามอนุรักษ์ภูมิปัญญา วิถีชีวิตท้องถิ่นดั้งเดิมเอาไว้ ยืนหยัดทางรอดของตนเอง ไม่ไปตามกระแสการพัฒนาที่นำพาไปสู่หนี้สิน พยายามเก็บรักษาพันธุ์ข้าวท้องถิ่นเอาไว้ เพราะเชื่อว่าวันข้างหน้าเราจะต้องได้ใช้” พ่อบุญส่ง กล่าว

แม่ผา กองธรรม เครือข่ายอนุรักษ์ป่าทามแม่น้ำมูนตอนกลาง จ.อุบลราชธานี เล้าย้อนความเปลี่ยนแปลงในวิถีอีสานจากอดีตถึงปัจจุบันว่า มีความเปลี่ยนแปลงขิงวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างมาก สมัยก่อนชุมชนอยู่กันอย่างเอื้ออารี แบ่งปันกันกิน เพราะอาหารการกินมีเยอะ อุดมสมบูรณ์ ไม่ขาดแคลน แต่การพัฒนาที่เกิดขึ้น ทำให้ความพื้นที่เก็บหาอาหารหลายแห่งได้รับผลกระทบ ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลง ผักปลาก็น้อยลง เดี๋ยวนี้แม้แต่คนในครอบครัวเดียวกันก็ไม่กล้าขอแบ่งอาหารกิน เพราะกลัวว่าจะไม่พอกิน หรือบางครอบครัวก็เก็บอาหารเอาไว้ขายแลกเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว

แม่ผา ตั้งคำถามว่า เราต้องคิดกันว่าทำอย่างไรให้คนยุคใหม่หวงแหนมูนมัง (มรดกตกทอด) ทำให้เขามีพลังที่เข้มแข็ง และอยากรักษาและเพิ่มพูนมูนมังของตัวเอง

“ที่ผ่านมากลุ่มของเราก็พยายามทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง รักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป่าชุมชนไว้ ทำให้เราได้อาหารเก็บกินและใช้สอย ทั้งนี้การจะอยู่รอดได้นั้น สิ่งไหนที่เราสามารถร่วมมือพัฒนากับคนอื่นได้ก็ทำ อันไหนร่วมกับรัฐทำได้ก็ควรทำ และประชาชนต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง”

วันนี้ ประชาชนอีสานต้องมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตตนเอง เพื่อวันข้างหน้า “มูนมัง” ที่อุดมสมบูรณ์ จะยังคงอยู่สืบต่อไปให้ลูกหลาน

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: